ภายใต้สถานการณ์ที่เหมือนจะแย่ แต่ความจริงแล้ว มีธุรกิจบางประเภท และสินค้าบางอย่างที่กลับมีอัตราการเติบโตที่มากขึ้น ในช่วงเวลานี้ นั้นคือ สินค้าเพื่อสุขภาพ, การขายของออนไลน์, และธุรกิจส่งอาหาร
1. ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ หรือ Healthcare มีแนวโน้มขยายตัว

จากรายงานของ aCommerce ระบุว่าสินค้ากลุ่ม Healthcare มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะ ปรอทวัดไข้, สบู่ล้างมือ, รวมถึง กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความสะอาดและป้องกันเชื้อโรคอื่นๆด้วย
สิ่งที่น่าสนใจจากข้อมูลดังกล่าวก็คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รวมไปถึง สินค้ากลุ่ม Premuim ที่มีราคาสูงขึ้น ซึ่งอาจจะแสดงถึงอำนาจการใช้จ่ายภายในประเทศไม่ได้น้อยลง หากแต่เปลี่ยนเป้าหมายไปสู่สิ่งที่สนใจและช่องทางการจำหน่ายที่เหมาะสมในช่วงเวลานี้เท่านั้น
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ หน้ากากอนามัย กลับไม่ได้อยู่ในกลุ่มสินค้าที่น่าสนใจ เหตุผลน่าจะเป็นไปได้ว่า ถึงแม้ว่าความต้องการสินค้าจะสูง และมีความเชื่อว่าจำนวนสินค้าที่จำหน่ายมีจำนวนมาก แต่เนื่องจากกลไกด้านราคาต้นทุน อาจะส่งผลให้กำไรต่อหน่วยไม่ได้สูงมากนัก
2. การค้าปลีกบนเว็บไซต์ ecommerce

อย่างที่แจ้งไปเบื้องต้น ปัจจุบัน ประชาชนมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายในศูนย์การค้าน้อยลง และในประเทศไทย ประชาชนมีแนวโน้มที่จะใช้บริการขนส่งสาธารณะน้อยลงด้วย ดังนั้น การคาดหวังให้ลูกค้าเดินทางมาสู่ร้านค้าตามปกตินั้น อาจจะเป็นเรื่องยาก
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้ธุรกิจขายของออนไลน์ หรือ ecommerce เข้ามามีอิธิพลมากขึ้นในสังคมไทย ดังนั้น นี่จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการในการเริ่มกระโดดเข้าสู่ตลาดออนไลน์ ทั้งการขายของออนไลน์ และ การโปรโมทร้านค้าและสินค้าผ่านโซเชี่ยลมีเดีย จะกลายเป็นทางเลือกที่มีความสำคัญมากขึ้นในสถานการณ์นี้
โอกาสของผู้ค้ารายย่อย อาจจะเป็นการนำสินค้าไปแสดงอยู่บนแพลตฟอร์ม Marketplace ต่างๆ เช่น Lazada และ Shopee หรือแม้แต่การสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเองเพื่อแสดงสินค้า โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook และ Instagram เป็นตัวช่วยในการเพิ่มการมองเห็นร้านค้า และสินค้า ได้ด้วย
3. การทำธุรกิจอาหารในลักษณะ Food Delivery

ด้วยเหตุผลเดียวกันกับการเข้ามาของการค้าปลีกบนเว็บไซต์ ในธุรกิจอาหาร ก็มีการเปลี่ยนวิธีการจัดจำหน่ายให้กับลูกค้า เป็นการส่งอาหารให้ถึงมือลูกค้ามากขึ้น โดยมีความเชื่อว่าธุรกิจส่งอาหารผ่าน Application ยังมีความเติบโตของยอดสั่งซื้ออยู่ อย่าง Grab Food, Food Panda, และ Lineman
ดังนั้นนี่อาจจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการร้านอาหาร รวมไปถึงร้านเครื่องดื่ม ในการเพิ่มยอดขายในระหว่างนี้ โดยการนำร้านของคุณเข้าไปแสดงผลบน Application สั่งอาหารออนไลน์ดังกล่าว โดยอาจจะมีค่าบริการเป็นส่งแบ่งจากยอดขายไม่ต่ำกว่า 20% ของยอดสั่งซื้อทั้งหมด
อีกทางเลือกหนึ่งก็คือ การติดต่อบริษัทขนส่งอาหารด้วยตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงค่าบริการข้างต้น แต่การใช้วิธีนี้ เจ้าของธุรกิจต้องมีแผนเตรียมพร้อมเรื่องการกระจายข้อมูลถึงลูกค้าในทางเลือกการสั่งอาหารของทางร้าน โดยบริษัทขนส่งอาหารที่ได้รับความนิยม อาจจะเป็น Lalamove และ Skootar